สารบัญศาลหลักเมือง

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพฯ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพฯ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Pillar Shrine)

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร
ณ วันเสาร์ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙


ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Pillar Shrine)

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เป็นศาลหลักเมืองที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ตามธรรมเนียมพิธีพราหมณ์ว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันตั้งอยู่ : ณ บริเวณมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของท้องสนามหลวง ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ถนนหลักเมือง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร


 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) ทรงรับอัญเชิญเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ แล้ว ก็โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระนครมายังฝั่งตรงข้ามกับกรุงธนบุรี มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมาธิกรณ์และพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองก่อสร้างพระมหานคร และพระบรมมหาราชวัง 

          และพระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  (รัชกาลที่ ๑) ยังได้โปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธียกเสาหลักเมืองขึ้น เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน ปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ เวลา ๖.๕๔ นาฬิกา (ในเวลาย่ำรุ่ง ๕๔ นาที)  ณ ชัยภูมิใจกลางพระนครใหม่  ที่พระราชทานนามว่า "กรุงรัตนโกสินทร์อินท์อโยธยา"  หรือเรียกกันต่อมาว่า "กรุงเทพมหานคร"  สถิตสถาพรเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทย การฝังเสาหลักเมืองมีพิธีรีตองตรงตาม พระตำราที่เรียกว่า "พระราชพิธีนครฐาน" โดยใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกบด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา ๒๙ เซนติเมตร สูง ๑๘๗ นิ้ว กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน ๑๐๘ นิ้ว ฝังลงในดินลึก ๗๙ นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงพระชันษาพระนคร (ดวงชะตาเมือง)




   จวบจนถึงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔)  พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเสาหลักเมืองต้นใหม่ โดยให้ขุดเสาหลักเมืองเดิมและจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนต้นเดิมที่ชำรุดไปตามกาลเวลาเป็นแกนไม้สัก ประกบด้านนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ๖ แผ่น สูง ๑๐๘ นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง ๗๐ นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า ๕ เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิมและหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ มียอดปรางค์ที่ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๕  ซึ่งในครั้งนั้นพระองค์ได้ทรงผูกดวงชะตาพระนครขึ้นใหม่ ให้ถูกต้องตรงตามดวงพระราชสมภพ  เพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทั้งหลายที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารประสบความเจริญรุ่งเรืองวัฒนาถาวรยิ่งขึ้น

         ดังนั้น : ภายในศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร  จึงมีเสาหลักเมืองจำนวน ๒ ต้น  ซึ่งเสาหลักเมืองต้นสูงสถาปนาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  (รัชกาลที่ ๑)  และได้ทำพิธีถอนเสาแล้ว  ส่วนเสาต้นที่สูงรองลงมาเป็นเสาหลักเมืองที่สถาปนาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) นั่นเอง



 ศาลหลักเมืองได้รับการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๓ มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ ๒๐๐ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๕ ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม ด้านทิศเหนือจัดสร้างซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง ๕ คือพระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, พระกาฬไชยศรี, เจ้าเจตคุปต์ และเจ้าหอกลอง มีการจัดละครรำ ละครชาตรี ให้ผู้ต้องการบูชาว่าจ้างรำบูชาศาลหลักเมืองอยู่ด้านข้าง

ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๙  ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะปรับปรุงให้มีความงดงามบริบูรณ์สมกับเป็นที่สถิตแห่งพระหลักเมืองและองค์เทพารักษ์ทั้ง ๕ ซึ่งเป็นเทพารักษ์คุ้มครองพระนครทั้ง ๕ องค์  ได้แก่ พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, พระกาฬไชยศรี, เจ้าเจตคุปต์ และเจ้าหอกลอง  ที่ประดิษฐาน  ณ  ศาลหลักเมืองแห่งนี้  เป็นองค์เดิมที่สร้างขึ้นเมื่อสมัย รัชกาลที่ ๑  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕  ได้มีการปรับปรุงพระนครครั้งใหญ่  มีการสร้างสถานที่ราชการและขยายถนนเพิ่มขึ้น  จึงได้ย้านเทพารักษ์ทั้ง ๕ จากที่เดิมมาประดิษฐาน  ณ  ศาลหลักเมือง  เพื่อทำหน้าที่ดูแล  รักษาพระนครและประเทศชาติ  ซึ่งพระมหากษัตริย์และประชาชนให้ความเคารพนับถือมาแต่โบราณกาลว่า  สามารถอำนวยความสุขสวัสดี  พิพัฒนมงคล  ป้องกันภัยพาลพิบัติอุปัทวทุกข์ทุกประการแก่ผู้เคารพบูชาได้

หน้าที่ขององค์เทพารักษ์ทั้ง ๕ องค์
พระเสื้อเมือง : เป็นเทพารักษ์ที่คุ้มครองป้องกันทั้งทางบก ทางน้ำ คุมกำลังไพร่พลแสนยากร รักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากอริราชศัตรูมารุกราน
พระทรงเมือง :  เป็นเทพารักษ์รักษาการปกครอง และรักษากระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ดูแลทุกข์สุขของประชาชนให้ร่มเย็นเป็นสุขสวัสดี 
พระกาฬไชยศรี : เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่นำวิญญาณของมนุษย์ผู้ทำบาปไปสู่ยมโลก
เจ้าเจตคุปต์ : เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่จดความชั่วร้ายของชาวเมืองที่ตายไป และ อ่านประวัติของผู้ตายเสนอพระยม
เจ้าหอกลอง เป็นเทพารักษ์ประจำหอกลอง มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเหตุการณ์ต่างๆ อันเกิดขึ้นในแผ่นดิน เป็นต้นว่าคอยรักษาเวลาย่ำรุ่ง ย่ำค่ำ และ เที่ยงคืน เกิดอัคคีภัย หรือ มีข้าศึกศัตรูยกมาประชิดพระนคร

          ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครหรือบ้างก็เรียกว่า ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง, หลักเมือง เป็นอีกหนึ่งจุด ที่ประชาชนคนไทยนิยมไหว้พระ ๙ วัด มักจะมาสักการะกันในช่วงปีใหม่  การไหว้ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ก็เพื่ออธิษฐานขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมหลักชัยให้ชีวิต  

          
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
https://th.wikipedia.org/wiki/ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

กราบสักการะศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Pillar Pay Homage)

กราบสักการะศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร 

                       บริเวณศาลหลักเมือง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดพระแก้ว เดินข้ามถนนฝั่งตรงข้ามก็ถึงแล้วบูชาสักการะองค์พระหลักเมือง การไหว้ที่นี่นั้นต้องไหว้ถึง ๕ จุด ด้วยกัน โดยเรียงตามลำดับกันไป ดังนั้นเลยนำวิธีการไหว้ศาลหลักเมืองมาฝากค่ะ 
  
ลำดับขั้นตอนการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลหลักเมือง
จุดที่ ๑.  หอพระพุทธรูป
               * กราบไหว้องค์พระพุทธรูป ถวายดอกบัว
               * ใส่บาตรพระประจำวันเกิด
จุดที่ ๒.  องค์พระหลักเมืองจำลอง
               * จุดธูป เทียน ปิดทอง ผูกผ้าแพรสี ๓ สี
จุดที่ ๓.  องค์พระหลักเมืององค์จริง
               * กราบไหว้องค์พระหลักเมืองจริงถวายพวงมาลัย ๑ พวง
จุดที่ ๔.  หอองค์เทพารักษ์ทั้ง ๕
               * กราบไหว้ถวายพวงมาลัย ๕ พวง
จุดที่ ๕.  เติมน้ำมันตะเกียง พระประจำวันเกิด
               * เติมน้ำมันตะเกียง พระประจำวันเกิด
               * เติมน้ำมันตะเกียง สะเดาะเคราะห์
เก็บภาพสวย ๆ มาฝากค่ะ ตามมากราบสักการะองค์พระหลักเมืองกันเลยค่ะ

             ก้าวแรกมาถึงก็คงต้องมองหาจุดจำหน่ายดอกไม้ ธูป เทียน ก่อนเลยค่ะ ที่บริเวณทางเข้าศาลหลักเมืองก็จะเห็นป้ายบอกว่ามีดอกไม้จำหน่ายภายในศาลหลักเมือง และมีเวลาบอกว่า ศาลหลักเมือง เปิดเวลา 06.30 น.  และปิดเวลา 18.30 น.


    เดินตรงเข้าไปภายในศาลบริเวณกลางทาง ฝั่งตรงข้ามกับจุดที่มีศาลากราบองค์พระหลักเมืองจำลอง จะเห็นจุดจำหน่ายดอกไม้ ธูปเทียน ผ้าแพร และน้ำมันตะเกียง โดยมีสำนักงานกิจการศาลหลักเมือง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นผู้ดูแล

ราคาเครื่องสักการะก็ไม่แพงค่ะ  มีราคาบอกไว้ชัดเจน 

ถ้าเอาทั้งชุดเลย ทางเจ้าหน้าที่เค้าก็จัดไว้ใส่ถาด ชุดละ ๖๐ บาทเองค่ะ  ก็จะประกอบด้วย ผ้าแพร ๓ สี - น้ำมันตะเกียง ๑ ขวด - ดอกบัว ๑ ดอก - -พวงมาลัยดอกดาวเรือง ๑ พวง - ธูปเทียนและทองคำเปลว ๑ ชุด

ได้ครบแล้ว ก็เดินไปทางเหนือเลยค่ะ ไปกราบพระที่หอพระพุทธรูปก่อนเลย  จุดนี้ให้ถวายดอกบัวเท่านั้น เอาดอกบัววางบนพานได้เลยค่ะ สวดมนต์ไหว้พระตามอัธยาศัยเลย  

ทางขวามือจะมีพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้าให้กราบสักการะด้วยเช่นกันค่ะ  

เมื่อมองไปทางขวามือก็ทำบุญตักบาตรใส่เหรียญลงในบาตรพระ ให้ตรงกับพระประจำวันเกิดของเรา


ขยับมาซ้ายนิดหนึ่งจะมีองค์พระพุทธรูปเสี่ยงทาย ให้อธิษฐานจิตตั้งสมาธิถามเรื่องที่อยากทราบได้ ๑ เรื่องนะค่ะ (ขอบอกว่าท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ค่ะ)
วิธีอธิษฐานยกองค์พระเสี่ยงทายความสำเร็จ
การยกองค์พระเสี่ยงทาย
      * ผู้ชาย  :  นั่งขัดสมาธิ  มือจับฐานพระทั้ง ๒ ข้าง  
      * ผู้หญิง :  นั่งพับเพียบ  มือซ้ายจับฐานพระ  มือขวาจับไหล่พระ
                       แล้วตั้งจิตอธิษฐานให้เป็นสมาธิ  กล่าวนะโม ๓ จบ  ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลหลักเมือง  ขอพรให้การยกพระเสี่ยงทายในครั้งนี้ : จงสัมฤทธิ์ผลประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้  
ยกครั้งที่   ๑  :  (*เรื่องที่อธิษฐานถาม*)  ถ้าประสบความสำเร็จขอให้ยกองค์พระนี้ขึ้น
ยกครั้งที่ ๒ : (*อธิษฐานถามซ้ำเรื่องเดิม*) ถ้าประสบความสำเร็จขอให้ยกองค์พระนี้ไม่ขึ้น  ถ้าเป็นไปตามนี้แสดงว่าเรื่องที่ต้องการทราบประสบความสำเร็จ

ตามคุณสมบัติของพระพุทธรูปเสี่ยงทายนี้ :  ท่านสามารถอธิษฐานถามได้ในทุกเรื่องทั้งอดีต  ปัจจุบัน  อนาคต  ธุรกิจการงาน  เคราะห์และโชคลาภ  หรือเรื่องอื่นๆ ที่ท่านปรารถนาจะถาม


           เดินลงมาข้างล่าง กราบสักการะองค์พระหลักเมืองจำลอง  จุดธูป เทียน ปิดทอง ผูกผ้าแพรสี ๓ สี ณ จุดนี้ได้เลยค่ะ 
บริเวณจุดนี้เราก็จุดเทียน ปักธูปในกระถาง และปิดทองที่องค์พระเลยค่ะ เพราะภายในศาลหลักเมืององค์จริง เค้าห้ามจุดธูป จุดเทียน และปิดทองค่ะ

คำกล่าวบูชาสักการะองค์พระหลักเมือง

ผูกผ้าแพร ๓ สี ที่จุดเสาหลักเมืองจำลอง

เสร็จแล้วเดินเข้าไปในศาลหลักเมือง เพื่อกราบสักการะองค์พระหลักเมืององค์จริง จุดนี้วางถวายพวงมาลัย ๑ พวงบนพานค่ะ

ออกจากศาลหลักเมือง ประตูทิศตะวันออก จะเห็นหอองค์เทพารักษ์ทั้ง ๕ คือ พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, พระกาฬไชยศรี, เจ้าเจตคุปต์ และเจ้าหอกลอง ให้ขึ้นไปกราบสักการะและถวายพวงมาลัย ๕ พวงวางบนพานที่ทางเจ้าหน้าที่เค้าจัดไว้ให้ค่ะ

แล้วไปเติมน้ำมันตะเกียง พระประจำวันเกิด
               * เติมน้ำมันตะเกียง พระประจำวันเกิด
               * เติมน้ำมันตะเกียง สะเดาะเคราะห์
- - มีป้ายเขียนไว้ชัดเจนเลยค่ะว่า "กรุณาเติมน้ำมันเฉพาะวันเกิดของท่านเท่านั้น"

เทน้ำมันสักครึ่งขวดก็ได้ค่ะ แล้วอีกครึ่งขวดก็นำไปเทใส่ตะเกียงสะเดาะเคราะห์ค่ะ

ส่งท้ายในจุดอื่นๆ 
                กราบสักการะพระพุทธรูปจำลององค์หลวงพ่อโสธร


               กราบสักการะพระพิฆเนศวร


                 กราบสักการะและปิดทององค์พระสยามเทวาธิราช : เจว็ดไม้แกะสลัก  จำหลักรูปเทวดายืน พระกรขวาถือจักร พระกรซ้ายถือพระขันธ์ มีซุ้มประกอบตกแต่งด้วยลายพุดตานใบเทศ  (ขนาดกว้าง ๖๕ เซนติเมตร  สูง  ๑๗๐  เซนติเมตร)  ซึ่งสันนิษฐานว่า  สร้างขึ้นสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๔  (ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ  พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก - รัชกาลที่ ๑)

               กราบสักการะพระคลังมหาสมบัติ  :  เจว็ดไม้แกะสลัก  จำหลักรูปเทวดายืน พระกรขวาถือดอกบัว พระกรซ้ายถือพระขันธ์   (ขนาดกว้าง ๓๖.๕ เซนติเมตร  สูง  ๕๓  เซนติเมตร)  ซึ่งสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๔  (ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ  พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก - รัชกาลที่ ๑)

                บานประตูและกรอบประตูศาลหลักเมืองโบราณ  ใช้วัสดุไม้สัก  มีลักษณะเป็นบานประตูไทยแบบบานคู่  มีอกเลา  ทาสีแดงชาด    ขนาดกว้าง  ๑๔๑ เซนติเมตร  สูง ๒๓๑  เซนติเมตร , กว้าง  ๑๓๑  เซนติเมตร  สูง  ๒๑๘  เซนติเมตร , กว้าง  ๑๖๒  เซนติเมตร  สูง  ๒๑๘  เซนติเมตร  อายุราวสมัยรัตนโกสินทร์  พุทธศักราช ๒๓๙๕
                  ตามประวัติแล้วสันนิษฐานว่าเป็นบานประตูของอาคารศาลหลักเมืองที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานเสาหลักเมืองใหม่และหลักเมืองเดิมที่ชำรุด  เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๕  ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน  พุทธศักราช ๒๕๒๙  ได้มีการบูรณะปรับปรุงศาลหลักเมือง  จึงได้รื้อบานประตูนี้ออก  และนำไปเก็บรักษาไว้ที่แผนกโรงงานในอารักษ์  กองอาชีพ  ฝ่ายอาชีวสงเคราะห์ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์  จนกระทั่งในปี พุทธศักราช ๒๕๕๘  องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเห็นว่า  บานประตูและกรอบประตูดังกล่าวเป็นสมบัติของศาลหลักเมือง  จึงนำกลับมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครไว้ดังเดิม

           และภายในศาลหลักเมืองยังมีตู้กระจกบรรจุไม้ขนุน  ที่ใช้หนุนรองรับเสาหลักเมือง  ในการประกอบพิธีเมื่อครั้งปฏิสังขรณ์  เมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๗

             จุดนี้อยู่ด้านนอกศาลหลักเมืองทางทิศตะวันตก  จะมีอ่างน้ำพระพุทธมนต์  ให้ท่านสามารถนำกลับบ้านได้ด้วย

           ด้านตรงข้ามกับหอพระพุทธรูป  จะมีโรงละครประจำศาลหลักเมือง  ซึ่งจะเปิดให้ชมละครรำถวายองค์พระหลักเมือง(..ชมฟรี..)  เปิดแสดงวันจันทร์-วันเสาร์  เวลา 09.00-15.30 น.  และวันอาทิตย์  เวลา  09.00-16.00 น.   ส่วนเรื่องที่จะแสดงก็สามารถอ่านดูได้ที่กระดานดำภายในโรงละครค่ะ ว่าวันนี้มีคณะอะไรมาแสดง  ใครเป็นเจ้าภาพ  และจะแสดงเรื่องอะไร