เสาอินทขีล (ศาลหลักเมืองจังหวัดเชียงใหม่)
ณ วันเสาร์ที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
เสาอินทขีล (ศาลหลักเมืองจังหวัดเชียงใหม่)
(Sao
Inthakhin (Chiang Mai) City Pillar Shrine)
ปัจจุบันตั้งอยู่ ณ : ภายในบริเวณวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เลขที่
๑๐๓ ถนนพระปกเกล้า ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
ศาลหลักเมืองจังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะเป็นมณฑปจตุรมุขวิหาร ศิลปะแบบล้านนาประยุกต์ ตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นศิลปะล้านนา เป็นวิหารปิดแบบล้านนา โครงสร้างวิหารมีการสร้างผนังด้านข้างทั้ง ๔ ด้าน มีประตูเข้า-ออกและช่องแสงทั้ง ๔ ด้าน ลักษณะโครงสร้างของอาคาร เป็นการผสมผสานระหว่าง โครงสร้างก่ออิฐฉาบปูนขาวกับโครงสร้างไม้ ส่วนฐานของอาคารตลอดจนถึงผนัง ก่อด้วยอิฐฉาบปูนแบบโบราณ ส่วนเครื่องบนหรือหลังคา สร้างด้วยโครงสร้างไม้ในรูปแบบเสาและคาน มีลักษณะเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ของวิหารล้านนา เรียกว่าโครงสร้างแบบม้าต่างไหม หลังคาเป็นทรงจั่ว ประดับช่อฟ้า, ใบระกา, ส่วนปลายของปั้นลมเป็นรูปมกรคายนาค, หลังคามุงด้วยแป้นเกล็ดหางปลามน (หลังคาแผ่นไม้)
ปราสาทเฟื้อง
เป็นองค์ประกอบตกแต่งบริเวณกึ่งกลางของสันหลังคาวิหาร ทำเป็นรูปปราสาทเรียงกัน ๗
ชั้น เชื่อว่าเป็นแนวคิดในการออกแบบที่มีการอุปมาถึง เขาสัตตบริภัณฑ์
ในเรื่องคติจักรวาล
ภายในวิหารประดิษฐานเสาอินทขีล
(เสาหลักเมืองจังหวัดเชียงใหม่)
ปัจจุบันเสาอินทขีลได้รับการบูรณะเป็นเสาอิฐก่อสอปูนติดกระจกสี ทรง
๘ เหลี่ยม วัดรอบโคนเสาได้ ๕.๖๗ เมตร วัดรอบปลายเสาได้ ๓.๔ เมตร
วัดขนาดความสูงของเสาได้ ๒.๒๗ เมตร
นับเป็นส่วนของเสาอินทขีลอย่างแท้จริง....ที่โบราณกาลได้หล่อด้วยโลหะและฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นดั่งเสาหลักแห่งเมืองนครพิงค์ องค์จริงของเสาอินทขีลได้ตบแต่งประดับประดาด้วยลวดลายปูนปั้น
และกระจกสี..ซึ่งได้รับการบูรณะให้สวยงามและปิดทองคำแท้ในส่วนของปูนปั้น
เหนือเสาอินทขีลมีพระพุทธรูปทองสำริดปางรำพึง
ที่พลตรีเจ้าราชบุตร (วงศ์ตะวัน ณ เชียงใหม่) นำมาถวายวัดเจดีย์หลวงเมื่อปี
พุทธศักราช ๒๕๑๔ ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในบุษบกเหนือเสาอินทขีล แท่นพระบนเสาอินทขีล มีขนาดความสูง ๙๗
เซนติเมตร รอบแท่นพระวัดได้ ๒.๔ เมตร
บุษบกประกอบด้วยยอดฉัตรไม้ ๕ ชั้น
หลังคาบุษบก ปัญจวิมานมาศ ๕ ชั้น, นาคทัณฑ์บุษบก มุมละ ๓ ตัว มีทั้งหมด ๑๒ ตัว,
เสาค้ำตัวบุษบกทั้ง ๔ ด้าน มีเพียง ๔ ต้น (เสาค้ำบุษบก ค้ำชูดวงชะตา
ค้ำฟ้า คำแผ่นดิน) ซุ้มประดับหน้าบุษบก กาญจนวิจิตร เรืองรัศมี ทั้ง ๔ ทิศ
(ซุ้มประดับ...ปิดทอง ทำให้ตัวบุษบกและองค์พระดูเด่น
ดั่งมีรัศมีเรืองรองส่องมาจากองค์พระ), แท่นฐานบุษบก
ย่อมุมไม้ ๑๒” เป็นฐานของบุษบก, บัวครอบหัวเสาอินทขีล
ชั้นบนทรง ๖ เหลี่ยม (มีความสำคัญมาก
เพราะเป็นส่วนที่ครอบหัวเสาอินทขีล หรือเสาหลักเมืองโบราณ
ที่ก่ออิฐถือปูนและฝังลงไปในดิน...โดยครอบในส่วนบนของเสาอินทขีล
นับเป็นส่วนบนสุดของเสาก่อนที่จะเป็นส่วนของบุษบก), บัวรูปใบหอกประดับรายรอบหัวเสา
๘ เหลี่ยมอยู่ทั้งสิ้น ๑๐๔ ใบ
![]() |
ป้ายหออินทขีล (ศาลหลักเมืองเชียงใหม่) |
![]() |
ภายในหออินทขีล (ศาลหลักเมืองเชียงใหม่) ที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม |
![]() |
ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง เป็นการบอกเล่าเรื่องราวและตำนาน ของเสาอินทขีล (ศาลหลักเมืองเชียงใหม่) |
![]() |
ด้านบนเพดานแกะสลักลวดลายอย่างสวยงาม |
![]() |
เสาอินทขีลจำลอง ด้านนอกหออินทขีลสำหรับผู้ที่มากราบไหว้สักการะได้ปิดทอง |
![]() |
ป้ายคำบูชาเสาอินทขีล |
![]() |
รูปปั้นจำลองพระอินทร์ |
![]() |
รูปปั้นจำลองพระเจ้ากาวิละ |
![]() |
รูปปั้นจำลองพญามังรายมหาราช (พ่อขุนเม็งรายมหาราช) |
![]() |
กุมภัณฑ์พญายักขราช คอยพิทักษ์เสาอินทขิล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ศาลนี้ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของเสาอินทขิล |
![]() |
กุมภัณฑ์อมรเทพ คอยพิทักษ์เสาอินทขิล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ศาลนี้ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเสาอินทขิล |
![]() |
นายทวารผู้ดูแลประตูทางเข้าของศาลหลักเมือง |
![]() |
ซุ้มประตูที่สร้างขึ้นใหม่อย่างวิจิตรสวยงามตรงกับหออินทขีล |
![]() |
ซุ้มประตูที่สร้างขึ้นใหม่อย่างวิจิตรสวยงามตรงกับหออินทขีล |
ประวัติเสาอินทขีล
(เสาหลักเมือง)
เสาอินทขีล
หรือ เสาหลักเมืองจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อครั้งพ่อขุนเม็งรายมหาราช
(พญามังรายมหาราช)
ปฐมกษัตริย์ทรงสถาปนา “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ในช่วงประมาณปี พุทธศักราช ๑๘๓๙
โดยตั้งแต่แรกเริ่มนั้น
เสาอินทขีลได้ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารของวัดอินทขีลสะดือเมือง หรือ วัดสะดือเมือง
ต่อมาประมาณปี
พุทธศักราช ๒๓๔๓ พระเจ้ากาวิละ
ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้น ได้ร่วมมือกับกองทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช
ทำการขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้สำเร็จ
จากนั้นได้ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยได้ย้ายเสาอินทขีลมาประดิษฐานอยู่
ณ วัดเจดีย์หลวง และได้บูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุขทรงไทยหลังเล็กๆ
ของวัดตั้งแต่นั้นมาจวบจนปัจจุบัน
ในกาลต่อมา
หออินทขีลได้ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ในปี พุทธศักราช ๒๔๙๖ ครูบาขาวปี
นักบุญแห่งล้านนาไทย จึงได้บูรณะและสร้างหออินทขีลขึ้นใหม่
ในรูปทรงหรือสถาปัตยกรรมล้านนาประยุกต์ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
ในปีพุทธศักราช
๒๕๕๕ หออินทขีลชำรุดทรุดโทรมลงไปอย่างมาก
ทางวัดเจดีย์หลวงจึงได้ขออนุญาตกรมศิลปกร ดำเนินการบูรณะให้มั่นคง แข็งแรง
โดยรักษารูปทรงเดิมไว้ทุกประการ และตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นเป็นศิลปะล้านนา
และได้ทำการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านในเป็นการเล่าตำนานของเสาอินทขีล
และประวัติการสร้างพระธาตุเจดีย์
เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบตำนานและประวัติศาสตร์การก่อสร้างเสาอินทขีล
การดำเนินการครั้งนี้ได้รับความอุปถัมภ์จากทุกภาคส่วน
ในการดำเนินการรวมถึงการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบและบูรณะศาลกุมภัณฑ์ ทั้ง ๒
ศาลที่อยู่คู่กับหออินทขีล พร้อมทั้งได้จัดสร้างซุ้มประตู
เพื่อให้ตรงกับประตูหออินทขีล และได้ดำเนินการหล่อรูปปั้นจำลองพระอินทร์, พ่อขุนเม็งรายมหาราช
(พญามังรายมหาราช) และพระเจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นผู้มีคุณูปการต่อบ้านเมืองและชาวเชียงใหม่
ในวันที่
๑๐ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ เวลา ๐๙.๐๙ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธียกยอดฉัตรทองคำ
ประดิษฐานบนหลังคาหออินทขีล ศาลหลักเมืองเชียงใหม่
และทรงประกอบพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลรุ่งฉลองหออินทขีล
พระราชทานของที่ระลึกแก่ผู้มีจิตศรัทธาถวายเงินบำรุงวัด โดยมีนายสุริยะ
ปราสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น
เป็นผู้กราบบังคมทูลถึงประวัติและความเป็นมาของเสาอินทขีล รวมงบประมาณการดำเนินการ
ทั้งสิ้น ๒๕ ล้านบาทถ้วน ใช้เวลาก่อสร้าง ๓ ปี
ตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๕๕๕-๒๕๕๘
ทุกปีในวันแรม
๑๒ ค่ำเดือน ๘ (เหนือ) หรือประมาณเดือนพฤษภาคมจะมีงาน “เข้าอินทขีล”
เพื่อฉลองหลักเมืองเชียงใหม่